อะโอะกิงะฮะระ

อะโอะกิงะฮะระ ป่าแห่งการฆ่าตัวตาย ณ ภูเขาไฟฟูจิ

อะโอะกิงะฮะระ เป็นป่าทึบแห่งหนึ่งอยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟฟูจิด้านตะวันตกเฉียงเหนือ

ป่าอะโอะกิงะฮะระ เป็นป่าทางธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในบริเวณเชิงเขา

และเป็นป่าที่เงียบสงบมากแห่งหนึ่งแต่ด้วยความสงบนี้เองทำให้ป่าแห่งนี้มีชาวญี่ปุ่นเดินทางเข้าปลิดชีวิตตัวเองในป่านี้

แต่ละในปีมีชาวญี่ปุ่นทั้งชายและหญิงเดินเข้ามาเพื่อฆ่าตัวตายอย่างสงบในป่า

จึงถูกขนานนามว่าเป็นป่าแห่งการฆ่าตัวตาย หรือ ป่าอาถรรพณ์ มีความเชื่อในเรื่องของวิญญาณในป่าแห่งนี้ว่า

เป็นที่สิงสถิตย์ของเจ้าที่หรือวิญญาณต้นไม้ในป่า ซึ่งใครที่ลบหลู่จะมีอันเป็นไปโดยจะตายในป่าแห่งนี้

การฆ่าตัวตายปรากฏขึ้นในปี 1950 มีการค้นพบศพของชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาฆ่าตัวตายจำนวนหลายศพ

ส่วนใหญ่จะผูกคอตาย หรือแม้แต่ศพที่อยู่ตามพื้นดินใต้ต้นไม้ในป่า มีการประมาณว่ามีคนเข้ามาฆ่าตัวตายสูงถึงปีละ 50 ราย

หรือมากกว่านั้นรวมถึงการเคลื่อนย้ายศพนั้นค่อนข้างยากจึงทำให้มีการทิ้งศพไว้ภายในป่า

อะโอะกิงะฮะระ สถานที่จบชีวิต

 

อะโอะกิงะฮะระ

ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถฝังศพได้เนื่องจากพื้นที่ของป่านั้นเป็นดินภูเขาไฟมีความแข็งแรงและยากที่ใช้เครื่องมือขุดเจาะ

ดังนั้นจึงมีการทิ้งศพบางรายไว้ในป่าจนศพเน่าเปื่อยและแห้งจนเหลือแต่กระดูก ภูมิศาสตร์ในป่าอะโอะกิงะฮะระนั้น

ส่วนใหญ่เป็นป่ามีต้นไม้ขนาดเล็กขึ้นอยู่ชุกชุมบริเวณเชิงเขา ประกอบกับพื้นที่ป่าเป็นดินภูเขาไฟและหินภูเขาไฟแข็ง

ทำให้ป่าถูกจัดในสภาพป่าดึกดำบรรพ์ ป่าแห่งนี้ถูกสัมพันธ์ตามความเชื่อของชาวบ้านเกี่ยวกับวิญญาณต้นไม้ หรือ

โคะดะมะ เชื่อว่าวิญญาณเหล่านี้จะเรียกให้มนุษย์เข้ามาฆ่าตัวตายและดูดเอาพลังชีวิตไป

ส่วนใหญ่จะเกิดจากคนที่มีจิตอ่อน ชาวบ้านมีความเชื่อว่า โคะดะมะ เป็นภูตผีที่ปกป้องผืนป่า

ป่าอะโอะกิงะฮะระกลายเป็นสถานที่ยอดฮิตแห่งหนึ่งของโลกที่มีคนนิยมเดินทางมาฆ่าตัวตายมากที่สุด

รวมถึงสถิติการฆ่าตัวตายที่คาดว่าจะสูงขึ้นจนทำให้มีการติดป้ายเตือนนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นที่คิดฆ่าตัวตาย

ป้ายดังกล่าวนั้นเป็นข้อความที่ระบุถึงเตือนใจให้เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง สถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในปี 2002

พบศพผู้เสียชีวิตในป่าถึง 78 รายนอกจากนี้มีการคาดว่าสถิติการฆ่าตัวตายอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100 รายก็ได้

นอกจากความเชื่อว่าป่าแห่งนี้มีอาถรรพณ์ หากมองอีกมุมหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าในญี่ปุ่นนั้นสังคมการทำงานและใช้ชีวิตค่อนข้างเคร่งเครียด

การปรึกษากับครอบครัวไม่มีทางเป็นไปได้เลยสำหรับคนญี่ปุ่น

พวกเขาจึงเลือกที่จะจบชีวิตลงโดยใช้สถานที่ที่คิดว่าตายแล้วมีความสุขนั่นคือ ป่าอะโอะกิงะฮะระ…

เยติ มนุษย์หิมะ

เยติ มนุษย์หิมะ แห่งหิมาลัยสร้างความสะพรึงกลัวไปทั่วโลก

เยติ มนุษย์หิมะ  เป็นชื่อเรียกของสัตว์ประหลาดลึกลับในพื้นที่แถบเทือกเขาหิมาลัย หรือเรียกอีกชื่อว่า มนุษย์หิมะ

เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกับลิง เป็นสัตว์ขนาดใหญ่สูงประมาณ 2 เมตร มีขนสีขาวและน้ำตาลปกคลุมตามตัว

เดินสองขาเหมือนมนุษย์ เยติเป็นสัตว์ประหลาดตามความเชื่อของชาวเซอร์ปา ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ทางเทือกเขาหิมาลัย

มีความเชื่อว่าเป็นสัตว์ประหลาดที่อาศัยอยู่ภายในหุบเขาลึกของหิมาลัยและเป็นสัตว์ลึกลับที่ยากแก่ผู้พบเห็น

รวมถึงมีความดุร้ายด้วยเมื่อถูกคุกคาม นอกจากนี้มีความเชื่อว่าเยติคือสัตว์ที่คุ้มครองเทือกเขาหิมาลัย

ซึ่งเยตินั้นปรากฏในนิทานพื้นบ้านของชาวเซอร์ปามานานกว่า 400 ปีแล้ว เป็นเรื่องเล่าขานต่อๆกันมาถึงสัตว์ประหลาดลึกลับ

ที่อาศัยอยู่ภายในหิมาลัย นอกจากนี้เยติยังปรากฏในภาพวาดฝาพนังของวัดลามะอีกด้วย นอกจากนี้เยติยังถูกเชื่อมโยงกับ

สัตว์ประหลาดทางเขตพื้นที่อื่นๆของโลกอย่าง บิ๊กฟุต สัตว์ขนาดใหญ่คล้ายกับเยติอาศัยอยู่ตามป่าลึกเช่น ออสเตรเลีย, อเมริกาเหนือ

มักมีการอ้างว่าเคยพบรอยเท้าของบิ๊กฟุตในป่าแห่งหนึ่งของแคนาดาอีกด้วย ซึ่งการกล่าวอ้างถึงบิ๊กฟุตนั้นมีมากกว่าเยติมาก

มีความเชื่อว่าเยตินั้นอาจเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในช่วงวิวัฒนาการของมนุษย์เพิ่งเริ่มขึ้นในยุคน้ำแข็ง

เยติ มนุษย์หิมะ ค่อยออกมาหลอกหลอนมนุษย์

เยติ มนุษย์หิมะ แห่งหิมาลัยสร้างความสะพรึงกลัวไปทั่วโลก

ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเทือกเขาหิมาลัยนั้นมีความเชื่อเรื่องเยติอย่างมาก โดยเฉพาะชาวพื้นเมืองของภูฏานที่เชื่อว่า

เยติ นั้นมีอยู่จริง และมีนิสัยดุร้าย มักอาศัยอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยที่ความสูงระดับ 5,000 เมตรและมักออกมาหาอาหารยามค่ำคืน ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผลการเกษตรของชาวบ้าน

สิ่งที่ถูกกล่าวอ้างถึงการพบเจอเยติที่โด่งดังที่สุด ในปี 1832 เอ.ที. ฮอดจ์สัน นักปืนเขาชาวอังกฤษระบุว่าเขาสามารถ

ถ่ายภาพสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายลิง สูงราว 2 เมตรยืนจ้องมองเขาบริเวณทางขึ้นเชิงเขาเอเวอร์เรสในระดับความสูงที่ 3,200 เมตร

นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายรอยเท้าของสัตว์ขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าคือรอยเท้าของเยติ ในปี 1921

ของนักสำรวจชาวอังกฤษคนหนึ่งถ่ายภาพไว้ได้ที่ระดับความสูง 5,100 เมตร โดยรอยเท้านั้นใหญ่กว่ารอยเท้ามนุษย์ถึง 2 เท่า

หลักฐานการยืนยันว่าเยติมีอยู่จริงนั้น ปรากฏเรื่อยๆมาแม้แต่ในปี 1953 มนุษย์ 2 คนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์อย่าง

เซอร์เอดมันด์ ฮิลลารี และเทนซิง นอร์เก อ้างว่าขณะที่กำลังปีนเขาอยู่นั้นพวกเขาได้ยินเสียงร้องของสัตว์บางอย่าง

เสียงดังกึกก้องและอยู่ใกล้พวกเขามาก มีข้อสันนิฐานของนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เยติ อาจเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกลิงขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว

 …

เกาะฮาชิมะ เกาะร้างสุดหลอนของประเทศญี่ปุ่น

เกาะฮาชิมะ เป็นเกาะแห่งหนึ่งของน่านน้ำญี่ปุ่น ถูกห่างจากเมืองนางาซากิราว 15 กิโลเมตร

เป็นเกาะที่ตั้งอยู่กลางทะเล เกาะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเกาะที่เกิดจากธรรมชาติ แต่เป็นเกาะที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทมิตซูบิชิ

ซึ่งสร้างขึ้นราวปี 1887 จุดประสงค์เพื่อใช้ในการผลิตถ่านหินซึ่งเป็นพลังงานที่จำเป็น

เกาะแห่งมีขนาดความยาว 500 เมตร มีเนื้อที่ประมาณ 800 ตารางเมตรเท่านั้น ในอดีตเกาะฮาชิมะ

เป็นเกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ส่วนใหญ่เป็นคนงานให้เหมืองถ่านหิน

บนเกาะมีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่ทางมิตซูบิชิจัดไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็น ที่พัก, โรงพยาบาล, ไฟฟ้า, น้ำประปา

ในช่วงที่อุตสาหกรรมถ่านหินเฟื้องฟูเกาะฮาชิมะ จึงมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นที่สุดคาดว่าเป็นคนงานที่อาศัยอยู่เกือบ 5,000 คน

เกาะฮาชิมะ เกาะร้างสุดหลอนของประเทศญี่ปุ่น

 

เกาะฮาชิมะ ใครก็อยู่ไม่ได้

 

แต่แล้วในช่วงปี 1970 ความนิยมถ่านหินเริ่มลดลงและน้ำมันดิบถูกเข้ามาแทนที่เนื่องจากผลิตตามธรรมชาติ

และเป็นพลังงานที่สูงกว่าถ่านหินทำให้ความนิยมถ่านหินลดลง คนงานบนเกาะเริ่มทยอยออกจากเกาะ

เนื่องจากทางมิตซูบิชิประกาศปิดตัวเหมืองนี้ และปิดอย่างเป็นทางการในปี 1974 ทำให้ทางผู้บริหารสั่งคนงานออกจากเกาะตั้งแต่ตอนนั้น

โดยอาคาร สิ่งต่างๆที่ถูกทิ้งไว้ผุพังและรกร้างตามกาลเวลา ปัจจุบันเกาะฮาชิมะ ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทมิตซูบิชิ

ซึ่งห้ามให้คนนอกเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หากเข้าไปชมเกาะต้องมีการขออนุญาตและอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่เท่านั้น

ปัจจุบันเกาะแห่งนี้เหลือเพียงพื้นที่รกร้างและสิ่งก่อสร้างที่เป็นอันตราย ไม่มีสาธารณูปโภคใดๆบนเกาะ

ความน่ากลัวของเกาะฮาชิมะนั้นถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ลองของสุดหลอนและจัดว่าเป็นสถานที่ที่น่ากลัวอันดับ 2 ของโลก

รองจากหอคอยแห่งลอนดอนอีกด้วย ด้วยความที่เป็นเกาะร้างแน่นอนว่าย่อมมีเรื่องเล่าที่น่ากลัวต่างๆบนเกาะแห่งนี้

บ้างก็ว่าในช่วงที่ผลิตถ่านหินนั้นมีผู้เสียชีวิตบนเกาะแห่งนี้ และวิญญาณยังคงไม่ไปไหน มีการอ้างว่ามักเห็นคนงานเดินวนเวียนไปมา

ภายในอาคารที่พัก มีการกล่าวอ้างถึงคนที่ลักลอบเข้ามาลองของที่แห่งนี้และได้ยินเสียงคนร้องไห้ เสียงคนลากโต๊ะโดยหาสาเหตุไม่ได้

แต่ในความเป็นจริงแล้วสาเหตุที่ทำให้เกาะแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่น่ากลัว อาจเพราะว่า

สถานที่ดังกล่าวนั้นเคยมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ถึงวันที่ผู้คนต้องอพยพออกจากเกาะและปล่อยให้สิ่งของต่างๆไว้ที่นี่

เวลาผ่านไปหลายสิบปีสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ทรุดโทรมไปตามสภาพ นั่นจึงทำให้มีเรื่องเล่าสุดหลอนและทำให้กลายเป็นสถานที่หนึ่งของโลกที่หลอนและน่ากลัวนั่นเอง…

หอคอยแห่งลอนดอน

หอคอยแห่งลอนดอน สถานที่ถูกกล่าวเฮี้ยนที่สุดในโลก

หอคอยแห่งลอนดอน เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง ปัจจุบันตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเภทอังกฤษ 

อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ เป็นปราสาทและพระราชวังมีอายุกว่า 2 พันปีมาแล้ว 

สันนิฐานว่าถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1078 – 1080 สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 1 แห่งราชวงศ์อังกฤษ

ที่แห่งนี้ไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับแต่ใช้เป็นป้องปราการมากกว่า รวมถึงสถานที่ใช้เก็บอาวุธต่างๆ

ปราสาทแห่งนี้ออกแบบสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ ปัจจุบันถูกรู้จักชื่อว่า หอคอยแห่งลอนดอน

นอกจากเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์แล้ว ที่แห่งนี้ถูกขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่หลอนและเฮี้ยนที่สุดในโลกอีกด้วย

พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ ทรงก่อตั้งหอคอยแห่งนี้ขึ้นบริเวณทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ฝั่งแม่น้ำเทมส์ 

จุดประสงค์เพื่อใช้เป็นป้อมปราการในการป้องกันการรุกรานจากชาวนอร์มันและศัตรูจากภายนอก 

อีกทั้งในเวลาต่อมาปราสาทแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่จองจำนักโทษชั้นสูงหรือผู้ที่มียศศักดิ์ราชวงศ์ 

เช่น พระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 ซึ่งถูกจองจำและสิ้นพระชมน์ในปราสาทแห่งนี้ 

นอกจากนี้ภายในปราสาทยังถูกใช้เป็นสถานที่ทรมานและประหารชีวิตนักโทษอีกด้วย

หอคอยแห่งลอนดอน

 

หอคอยแห่งลอนดอน สิ่งปลูกสร้างที่มากเรื่องราว

 

ด้วยสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานทำให้ในปัจจุบันเรื่องลี้ลับของปราสาทแห่งต่างก็ถูกบอกเล่าต่อๆกันมา 

โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ดูแลภายในปราสาทว่าพวกเขามักพบเห็นวิญญาณในปราสาทแห่งนี้ 

เช่น บริเวณปราสาทซึ่งถูกเรียกว่า หอคอยเลือด เคยใช้เป็นที่คุมขังเจ้าชายสองพระองค์คือ 

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5  กับ เจ้าชายริชาร์ด ดยุกออฟยอร์ก พระอนุชา 

มีเรื่องเล่าว่าในระหว่างที่เจ้าชายทั้งสองบรรทมในห้องนั้น ได้หายตัวไปอย่างลึกลับและไม่มีใครพบพระศพเลย 

บ้างก็ว่าเจ้าชายสองพระองค์ถูกลอบอุ้มหายไปบริเวณบันไดของหอคอยเลือด

ซึ่งมีผู้พบเห็นรอยเลือดเป็นทางยาว มีการเล่าจากผู้ดูแลคนหนึ่งว่า เขามักจะพบเห็นเจ้าชายทั้งสองพระองค์ยืน

อยู่บริเวณกำแพงที่หายไปต่อหน้าต่อตา มีการเล่าว่าในสมัยนั้น ริชาร์ด ดยุค ออฟ กลอสเตอร์ 

พระปิตุลาทรงสั่งฆ่าเจ้าชายทั้งสองเพื่อขึ้นครองราชย์แทน สิ่งที่น่ากลัวก็คือในปี 1647 

มีช่างก่อสร้างเข้ามาซ่อมแซมและบูรณะภายในปราสาท เมื่อพวกเขาทุกกำแพงบริเวณ หอคอยขาว 

พบกับหัวกะโหลกของเด็กทั้งสอง คาดว่าเป็นของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5  และ เจ้าชายริชาร์ด ดยุกออฟยอร์ก

นอกจากนี้มีเรื่องลี้ลับบางอย่างที่กล่าวว่าปราสาทแห่งนี้เหมือนมีชีวิต เช่น 

เมื่อเดินขึ้นบันไดวนบริเวณหอขาวแต่กลับเดินขึ้นไปไม่ถึงชั้นบนสุดสักที บ้างก็ว่าทางเดินในปราสาทเหมือนเขาวงกต 

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ดูแลยังเล่าต่อว่า มักจะเห็นการปรากฏตัวของ 
พระนางแอน โบลิน มเหสีของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ที่มักปรากฏกายให้เห็นบริเวณหอขาวอีกด้วย
UFO

UFO วัตถุลึกลับ ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามีจริงหรือไม่?

UFO วัตถุลึกลับ เป็นชื่อเรียกของวัตถุบินที่อธิบายอัตลักษณ์ไม่ได้รวมถึงมีรูปทรงที่ไม่แน่นอน 

คำว่า UFO ย่อมาจาก Unidentified Flying Object บางพื้นที่มีการเรียกชื่อต่างกันไป 

เช่น วัตถุบินลึกลับ, จานผี, จานบิน แต่ส่วนใหญ่ใช้ศัพท์สากลว่า ยูเอฟโอ 

วัตถุบินดังกล่าวมีการอธิบายรูปทรงและลักษณะที่ไม่แน่นอน 

รวมถึงไม่มีการระบุชัดเจนว่าวัตถุบินดังกล่าวปรากฏขึ้นเมื่อใด ซึ่งมีการบันทึกว่ามีปรากฏวัตถุบินในช่วงปี 1940

 ถึง 1960 มีรายงานว่าพบวัตถุบินบนท้องฟ้ามากมาย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ของประเทศสหรัฐอเมริกา 

ยังคงไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงการปรากฏของวัตถุบินประหลาด 

ส่วนใหญ่มีการระบุรูปทรงว่ามีลักษณะแบบวงกลมและมีโดมบริเวณกลางลำ จึงถูกเรียกว่า จานบิน 

การปรากฏของยูเอฟโอในช่วงระยะเวลาดังกล่าวสร้างความประหลาดแก่ผู้พบเห็น

UFO วัตถุลึกลับ ส่วนมากจะเป็นรูปภาพ

 

UFO วัตถุลึกลับ ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามีจริงหรือไม่?

 

 

บ้างก็ถ่ายภาพมาได้ซึ่งมีข้อถกเถียงต่างๆมากมายว่ารูปนั้นอาจตกแต่งขึ้นมา 

หรืออาจจะเป็นเรือเหาะขนาดเล็กที่ใช้บินตรวจสอบพื้นที่ บ้างก็ว่าอาจจะเป็นรอยด่างในแผ่นฟิล์มก็ได้ 

มีการศึกษาข้อมูลของการพบเห็นยูเอฟโอจำนวนมาก ทำให้เกิดทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงสิ่งมีชีวิตนอกโลก 

รวมถึงทฤษฎีสมทบคิดของรัฐบาลและทหารในสมัยนั้น บ้างก็ว่าอาจเป็นการทดลองสร้างยานพาหนะใหม่ของกองทัพ 

ซึ่งทางรัฐบาลปกปิดข่าวไว้มีการอ้างว่าค้นพบวัตถุบินประหลาดมากมาย โดยเฉพาะในช่วงปี 1950 

มีรายงานการพบเห็นวัตถุประหลาดมากขึ้นซึ่งสอดคล้องกับการทดลองลับทางทหารในสมัยนั้น 

มีรายงานว่าพื้นที่แถบทะเลทรายของสหรัฐอเมริกานั้นมีรายงานการพบเห็นวัตถุประหลาดมากที่สุด 

บ้างก็ว่าเป็นแสงสีส้มประหลาดลอยอยู่บนท้องฟ้า 

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับฐานทดลองลับของสหรัฐที่ชื่อว่า เอเรีย 51 ซึ่งมีการระบุว่าฐานทัพดังกล่าว

มีการทดลองเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก นอกจากนี้ยังมีการพบเห็นวัตถุบินประหลาดบริเวณพื้นที่อื่นๆ 

เช่น แคนาดา, เม็กซิโก, สเปน, ชิลี โดยการพบเห็นนั้นมีการถ่ายภาพไว้ได้ บางภาพเห็นเป็นแสงประหลาดบนท้องฟ้า

 บางรูปเห็นเป็นรูปร่างของวัตถุบินได้ชัดเจน มีการไขปริศนาว่ายูเอฟโอมีจริงหรือไม่นั้นมีการไขปริศนาเรื่อยๆมา 

ซึ่งทฤษฎีที่สัมพันธ์กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อย่างเช่นแสงประหลาดบนท้องฟ้าอาจเป็น ดวงดาวที่สว่างมาก 

เช่น ดาวฤกษ์ หรือ ปรากฏการณ์การระเบิดของดวงดาวที่ห่างออกไปหลายปีแสง รวมถึง อุกกาบาต หรือ ดาวหาง 

หรือปรากฏการณ์การหักเหของแสงในบรรยากาศซึ่งสัมพันธ์กับเมฆบนท้องฟ้า เช่น พาร์ฮีเลีย, เมฆเลนส์ 

นอกจากการค้นพบยูเอฟโอนั้นยังเชื่อมโยงไปถึงปรากฏการณ์ประหลาด สัญลักษณ์ในไร่ข้าวโพด 

ที่มักมีสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ภายในไร่ข้าวโพดยังมีการหาคำตอบว่าสัญลักษณ์ประหลาดนั้นมาได้อย่างไร

 ใครไปคนทำ ปริศนายังคงหาคำตอบไม่ได้ ?
งูอนาคอนด้า

ตำนานงูยักษ์ สัตว์ประหลาดแห่งลุ่มน้ำอเมซอน

ตำนานงูยักษ์ ณ ป่าอเมซอนสัตว์เลื้อยคลานที่ใหญ่ที่สุดคือ งูอนาคอนด้าเขียว จัดเป็นงูไม่มีพิษในวงศ์เดียวกับงูเหลือม งูหลาม

งูอนาคอนด้าเขียวเป็นงูที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัวเต็มมีความยาวประมาณ 2 -4 เมตร หนักราว 300 – 500 กิโลกรัม

จัดว่าเป็นนักล่าอันดับต้นของป่าอเมซอนก็ว่าได้ ซึ่งมันสามารถเขมือบควายป่าได้ทั้งตัว ซึ่งรวมถึงมนุษย์ด้วยเช่นกัน

งูอนาคอนด้านั้นมีตำนานเล่าต่อๆกันมาเกี่ยวกับ งูยักษ์แห่งอเมซอน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ยาวกว่า

งูอนาคอนด้าเขียวในปัจจุบันถึง 4 เท่า งูอนาคอนด้ายักษ์ ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับตามความเชื่อว่ามีอยู่จริงและยังมีชีวิตอยู่

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่างูยักษ์ไททันโอโบอา งูดึกดำบรรพ์ยังมีชีวิตอยู่และอาศัยตามป่าดิบชื้นอย่างอเมซอน

และเกาะเบอร์นิวด้วย แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ไททันโอโบอาสูญพันธุ์ไปกว่า 60 ล้านปีแล้ว

เรื่องราวของงูชนิดนี้สัมพันธ์กับตำนานงูยักษ์ที่มีคนกล่าวอ้างว่าพบเจอมัน นอกจากนี้ตำนานงูยักษ์ดังกล่าว

ยังถูกเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า คอบบร้าแกรนดี แปลว่า งูยักษ์

ตำนานงูยักษ์ ถูกเล่าขึ้น

ตำนานงูยักษ์ สัตว์ประหลาดแห่งลุ่มน้ำอเมซอน

ตั้งแต่ช่วงยุคล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก มีการระบุถึงการค้นพบงูขนาดใหญ่

ทางทวีปอเมริกาใต้ แต่เรื่องของงูยักษ์มีอยู่ในนิทานพื้นบ้านของชนเผ่าพื้นเมืองของอเมซอนมานานแล้ว

ซึ่งการค้นพบของชาวสเปนระบุถึงงูยักษ์ที่กำลังกินวัวทั้งตัวอยู่นั้น อาจจะเป็นงูอนาคอนด้าเขียวตัวเต็มวัยก็ได้

นอกจากนี้มีรายงานระบุว่านักสำรวจคนหนึ่งชื่อว่า พันเอกเพอร์ซี ฟาลเคตต์

ได้สำรวจพื้นที่ของป่าอเมซอนในปี 1906 อ้างว่าเขามีหนังงูยักษ์ตัวหนึ่งจากการฆ่ามัน

โดยระบุว่างูตัวดังกล่าวจู่โจมเรือของเขา เขาใช้ปืนไรเฟิลขนาด .44 สังหารมันและแล่เอาหนังมันกลับมา

เขาระบุว่างูยักษ์ตัวนี้มีความยาวประมาณ 60 – 63 ฟุต นอกจากนี้ยังมีการบันทึกข้อมูลที่กล่าวอ้างกับการพบเห็นงูยักษ์

เช่น ในปี 1925 บาทหลวงชื่อว่า สาธุคุณวิคเตอร์ไฮนซ์ ระบุว่าเขากำลังล่องเรืออยู่ที่แม่น้ำริโอเนโกร ในบราซิล

และพบเจอกับงูขนาดใหญ่ความยาวกว่า 80 ฟุต กำลังเลื้อยขึ้นฝั่งและหายเข้าป่าไป

นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องเล่าของ งูยักษ์เฝ้าสมบัติในประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบุว่า

มีผู้พบเจองูขนาดใหญ่ลึกเข้าไปในบริเวณแม่น้ำแควซึ่งมีการอ้างว่างูยักษ์ดังกล่าวได้ฆ่าและกินทหารชาวญี่ปุ่นเข้าไปด้วย

เรื่องของงูยักษ์กลายเป็นที่น่าสนใจอีกครั้งในปี 2009 มีผู้ถ่ายภาพงูขนาดใหญ่ได้ที่ เกาะเบอร์นิว

ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังว่ายอยู่แม่น้ำ โดยรูปดังกล่าวยังเป็นข้อถกเถียงว่าเป็นรูปที่ตกแต่งขึ้นเท่านั้น ริ…

สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ดินแดนอาถรรพณ์แห่งแอตแลนติก

สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เป็นชื่อสถานที่หนึ่งอยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา

เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก พื้นที่ดังกล่าวกินอาณาเขตราวๆ 1 ล้านตารางกิโลเมตร

อยู่ระหว่างสามพื้นที่ได้แก่ หมู่เกาะเปอร์โตริโก, ชายฝั่งรัฐฟลอริด้า, เกาะเบอร์มิวด้า

เมื่อแบ่งเส้นดังกล่าวจะเป็นลักษณะของสามเหลี่ยมจึงเป็นที่มาของคำว่า สามเหลี่ยม นั่นเอง

เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั่วโลกจากการหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยของ

เรือเดินสมุทร, เครื่องบิน, เรือดำน้ำ และมนุษย์ที่เดินทางมากับยานพาหนะดังกล่าว

สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น

สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

นอกจากนี้เรื่องราวของสถานที่แห่งนี้ยังมีการกล่าวอ้างถึงผู้ที่รอดชีวิตมาได้ว่าประสบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดในนั้น

เรื่องราวของบริเวณ เริ่มปรากฏขึ้นราวปี 1950 ในช่วงสงครามโลกได้มีการกล่าวอ้างถึง

เหตุการณ์เรือเดินสมุทรที่หายสาบสูญจากบริเวณน่านน้ำแอตแลนติก ต่อมามีการระบุถึงเครื่องบินของกองทัพ

เรือเดินสมุทรที่หายไปในน่านน้ำดังกล่าวและไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้ โดยเฉพาะฝูงบิน 19

กลายเป็นเรื่องราวที่โด่งดังมากที่สุด ฝูงบิน 19 เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐ จำนวน 5 ลำ

พร้อมกับนักบิน 14 คนหายสาบสูญในบริเวณสามเหลี่ยม ระหว่างบินทดสอบจากฟอร์ท ลอร์เดอร์เดล

วันที่ 5 ธันวาคม ปี 1945 ซึ่งขาดการติดต่อสื่อสารเมื่อบินเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว

เมื่อค้นหาไม่เจอผู้รอดชีวิตรวมถึงเครื่องบิน ทำให้ผลสรุปว่า ฝูงบิน 19 อาจเกิดความสับสนของเส้นทางและ

ทำให้เครื่องบินเชื้อเพลิงหมดลงและตกลงสู่ทะเลในที่สุด เรื่องของฝูงบิน 19 ถูกปิดเป็นความลับจนกระทั่งในปี 1962

อดีตนายทหารสื่อสารได้ออกมาระบุกับสื่อว่า ระหว่างที่ติดต่อกับฝูงบิน 19 นั้นลูกเรือระบุว่าระหว่างที่ฝูงบิน

บินเข้าไปในเขตที่ระบุว่าเกิดเข็มทิศหมุนจนหาทิศไม่เจอ รวมถึงสภาพอากาศที่ปกติกลับไม่ปกติ

นอกจากนี้ยังมีเรือบรรทุกสินค้า บรรทุกน้ำมัน รวมถึงเรือเดินสมุทร หลายลำหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย

ซึ่งในบริเวณที่เป็นปัญหาเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก

สถิติการหายสาบสูญของเรือและเครื่องบินเริ่มมีมากขึ้นในช่วงปี 1960 – 1973

มีเรือของบริษัทประกันจำนวนกว่า 60 ลำหายสาบสูญ จากการบันทึกข้อมูลของ

บริษัทประกันภัยทางเรือนั้นระบุเป็นข้อความเดียวกันว่า ก่อนหายสาบสูญ ลูกเรือพบกับเหตุการณ์ประหลาด

อย่างหาสาเหตุไม่ได้ เช่น มีหมอกสีขาวปกคลุมท้องทะเล, เข็มทิศหมุนจะหาสาเหตุไม่เจอ

บางลำระบุว่ามีสภาพอากาศที่แปรปรวน จนทำให้หลายๆคนถูกขนานนามที่แห่งนี้ว่า

เป็นดินแดนอาถรรพณ์ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติอื่นๆ เช่น

พื้นที่ดังกล่าวอาจมีสัตว์ประหลาดยักษ์ใต้น้ำ หรือแม้แต่อาจเป็นที่อาศัยของมนุษย์ต่างดาว

มีการไขปริศนาทฤษฎีของพื้นที่ที่พูดถึงอยู่นี้ ซึ่งทฤษฎีที่เป็นไปได้ที่สุดคือ

บริเวณนั้นเป็นจุดที่สนามแม่เหล็กสูงมากทำให้เข็มทิศหมุนจนหาทิศไม่เจอ

ทำให้เครื่องบินตก และกระแสน้ำบริเวณนั้นค่อนข้างรุนแรง ทำให้คลื่นลมแรงอาจซัดเรือจนจมได้

นอกจากนี้จุดดังกล่าวยังเป็นร่องลึกก้นสมุทรที่ลึกกว่า 7 กิโลเมตรด้วย…

คดีที่น่ากลัว ของครอบครัววอร์เลน ที่ เอ็นฟิล์ด อังกฤษ

หลังจาก คดีที่น่ากลัว ของบ้านในโร้ดไอแลนด์จบลง เอ็ดและลอว์เรน วอร์เรน 

ไปที่รู้จักในฐานะนักปราบผีคนหนึ่งโดยคดีดังกล่าวนั้น เอ็ด ไม่ได้ใช้ความเชื่อทางศาสนาเพียงอย่างเดียวเขายังมีการนำอุปกรณ์ต่างๆมาทดสอบ

เพื่อผูกเข้ากับวิทยาศาสตร์ด้วย หลังจากนั้นไม่นานก็มีคดีหนึ่งที่ห่างไกลกว่า 2 พันกิโลเมตรอีกซีกโลกหนึ่ง คดีครอบครัวหนึ่ง ที่เอ็นฟิล์ด อังกฤษ อีกหนึ่งคดีลึกลับชวนขนลุกของครอบครัววอร์เรน

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1977 หรือ 7 ปีห