อะโอะกิงะฮะระ

อะโอะกิงะฮะระ ป่าแห่งการฆ่าตัวตาย ณ ภูเขาไฟฟูจิ

อะโอะกิงะฮะระ เป็นป่าทึบแห่งหนึ่งอยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟฟูจิด้านตะวันตกเฉียงเหนือ

ป่าอะโอะกิงะฮะระ เป็นป่าทางธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในบริเวณเชิงเขา

และเป็นป่าที่เงียบสงบมากแห่งหนึ่งแต่ด้วยความสงบนี้เองทำให้ป่าแห่งนี้มีชาวญี่ปุ่นเดินทางเข้าปลิดชีวิตตัวเองในป่านี้

แต่ละในปีมีชาวญี่ปุ่นทั้งชายและหญิงเดินเข้ามาเพื่อฆ่าตัวตายอย่างสงบในป่า

จึงถูกขนานนามว่าเป็นป่าแห่งการฆ่าตัวตาย หรือ ป่าอาถรรพณ์ มีความเชื่อในเรื่องของวิญญาณในป่าแห่งนี้ว่า

เป็นที่สิงสถิตย์ของเจ้าที่หรือวิญญาณต้นไม้ในป่า ซึ่งใครที่ลบหลู่จะมีอันเป็นไปโดยจะตายในป่าแห่งนี้

การฆ่าตัวตายปรากฏขึ้นในปี 1950 มีการค้นพบศพของชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาฆ่าตัวตายจำนวนหลายศพ

ส่วนใหญ่จะผูกคอตาย หรือแม้แต่ศพที่อยู่ตามพื้นดินใต้ต้นไม้ในป่า มีการประมาณว่ามีคนเข้ามาฆ่าตัวตายสูงถึงปีละ 50 ราย

หรือมากกว่านั้นรวมถึงการเคลื่อนย้ายศพนั้นค่อนข้างยากจึงทำให้มีการทิ้งศพไว้ภายในป่า

อะโอะกิงะฮะระ สถานที่จบชีวิต

 

อะโอะกิงะฮะระ

ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถฝังศพได้เนื่องจากพื้นที่ของป่านั้นเป็นดินภูเขาไฟมีความแข็งแรงและยากที่ใช้เครื่องมือขุดเจาะ

ดังนั้นจึงมีการทิ้งศพบางรายไว้ในป่าจนศพเน่าเปื่อยและแห้งจนเหลือแต่กระดูก ภูมิศาสตร์ในป่าอะโอะกิงะฮะระนั้น

ส่วนใหญ่เป็นป่ามีต้นไม้ขนาดเล็กขึ้นอยู่ชุกชุมบริเวณเชิงเขา ประกอบกับพื้นที่ป่าเป็นดินภูเขาไฟและหินภูเขาไฟแข็ง

ทำให้ป่าถูกจัดในสภาพป่าดึกดำบรรพ์ ป่าแห่งนี้ถูกสัมพันธ์ตามความเชื่อของชาวบ้านเกี่ยวกับวิญญาณต้นไม้ หรือ

โคะดะมะ เชื่อว่าวิญญาณเหล่านี้จะเรียกให้มนุษย์เข้ามาฆ่าตัวตายและดูดเอาพลังชีวิตไป

ส่วนใหญ่จะเกิดจากคนที่มีจิตอ่อน ชาวบ้านมีความเชื่อว่า โคะดะมะ เป็นภูตผีที่ปกป้องผืนป่า

ป่าอะโอะกิงะฮะระกลายเป็นสถานที่ยอดฮิตแห่งหนึ่งของโลกที่มีคนนิยมเดินทางมาฆ่าตัวตายมากที่สุด

รวมถึงสถิติการฆ่าตัวตายที่คาดว่าจะสูงขึ้นจนทำให้มีการติดป้ายเตือนนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นที่คิดฆ่าตัวตาย

ป้ายดังกล่าวนั้นเป็นข้อความที่ระบุถึงเตือนใจให้เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง สถิติการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในปี 2002

พบศพผู้เสียชีวิตในป่าถึง 78 รายนอกจากนี้มีการคาดว่าสถิติการฆ่าตัวตายอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100 รายก็ได้

นอกจากความเชื่อว่าป่าแห่งนี้มีอาถรรพณ์ หากมองอีกมุมหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าในญี่ปุ่นนั้นสังคมการทำงานและใช้ชีวิตค่อนข้างเคร่งเครียด

การปรึกษากับครอบครัวไม่มีทางเป็นไปได้เลยสำหรับคนญี่ปุ่น

พวกเขาจึงเลือกที่จะจบชีวิตลงโดยใช้สถานที่ที่คิดว่าตายแล้วมีความสุขนั่นคือ ป่าอะโอะกิงะฮะระ…

เยติ มนุษย์หิมะ

เยติ มนุษย์หิมะ แห่งหิมาลัยสร้างความสะพรึงกลัวไปทั่วโลก

เยติ มนุษย์หิมะ  เป็นชื่อเรียกของสัตว์ประหลาดลึกลับในพื้นที่แถบเทือกเขาหิมาลัย หรือเรียกอีกชื่อว่า มนุษย์หิมะ

เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกับลิง เป็นสัตว์ขนาดใหญ่สูงประมาณ 2 เมตร มีขนสีขาวและน้ำตาลปกคลุมตามตัว

เดินสองขาเหมือนมนุษย์ เยติเป็นสัตว์ประหลาดตามความเชื่อของชาวเซอร์ปา ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ทางเทือกเขาหิมาลัย

มีความเชื่อว่าเป็นสัตว์ประหลาดที่อาศัยอยู่ภายในหุบเขาลึกของหิมาลัยและเป็นสัตว์ลึกลับที่ยากแก่ผู้พบเห็น

รวมถึงมีความดุร้ายด้วยเมื่อถูกคุกคาม นอกจากนี้มีความเชื่อว่าเยติคือสัตว์ที่คุ้มครองเทือกเขาหิมาลัย

ซึ่งเยตินั้นปรากฏในนิทานพื้นบ้านของชาวเซอร์ปามานานกว่า 400 ปีแล้ว เป็นเรื่องเล่าขานต่อๆกันมาถึงสัตว์ประหลาดลึกลับ

ที่อาศัยอยู่ภายในหิมาลัย นอกจากนี้เยติยังปรากฏในภาพวาดฝาพนังของวัดลามะอีกด้วย นอกจากนี้เยติยังถูกเชื่อมโยงกับ

สัตว์ประหลาดทางเขตพื้นที่อื่นๆของโลกอย่าง บิ๊กฟุต สัตว์ขนาดใหญ่คล้ายกับเยติอาศัยอยู่ตามป่าลึกเช่น ออสเตรเลีย, อเมริกาเหนือ

มักมีการอ้างว่าเคยพบรอยเท้าของบิ๊กฟุตในป่าแห่งหนึ่งของแคนาดาอีกด้วย ซึ่งการกล่าวอ้างถึงบิ๊กฟุตนั้นมีมากกว่าเยติมาก

มีความเชื่อว่าเยตินั้นอาจเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในช่วงวิวัฒนาการของมนุษย์เพิ่งเริ่มขึ้นในยุคน้ำแข็ง

เยติ มนุษย์หิมะ ค่อยออกมาหลอกหลอนมนุษย์

เยติ มนุษย์หิมะ แห่งหิมาลัยสร้างความสะพรึงกลัวไปทั่วโลก

ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเทือกเขาหิมาลัยนั้นมีความเชื่อเรื่องเยติอย่างมาก โดยเฉพาะชาวพื้นเมืองของภูฏานที่เชื่อว่า

เยติ นั้นมีอยู่จริง และมีนิสัยดุร้าย มักอาศัยอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยที่ความสูงระดับ 5,000 เมตรและมักออกมาหาอาหารยามค่ำคืน ส่วนใหญ่จะเป็นพืชผลการเกษตรของชาวบ้าน

สิ่งที่ถูกกล่าวอ้างถึงการพบเจอเยติที่โด่งดังที่สุด ในปี 1832 เอ.ที. ฮอดจ์สัน นักปืนเขาชาวอังกฤษระบุว่าเขาสามารถ

ถ่ายภาพสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายลิง สูงราว 2 เมตรยืนจ้องมองเขาบริเวณทางขึ้นเชิงเขาเอเวอร์เรสในระดับความสูงที่ 3,200 เมตร

นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายรอยเท้าของสัตว์ขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าคือรอยเท้าของเยติ ในปี 1921

ของนักสำรวจชาวอังกฤษคนหนึ่งถ่ายภาพไว้ได้ที่ระดับความสูง 5,100 เมตร โดยรอยเท้านั้นใหญ่กว่ารอยเท้ามนุษย์ถึง 2 เท่า

หลักฐานการยืนยันว่าเยติมีอยู่จริงนั้น ปรากฏเรื่อยๆมาแม้แต่ในปี 1953 มนุษย์ 2 คนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์อย่าง

เซอร์เอดมันด์ ฮิลลารี และเทนซิง นอร์เก อ้างว่าขณะที่กำลังปีนเขาอยู่นั้นพวกเขาได้ยินเสียงร้องของสัตว์บางอย่าง

เสียงดังกึกก้องและอยู่ใกล้พวกเขามาก มีข้อสันนิฐานของนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เยติ อาจเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกลิงขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว

 …

เกาะฮาชิมะ เกาะร้างสุดหลอนของประเทศญี่ปุ่น

เกาะฮาชิมะ เป็นเกาะแห่งหนึ่งของน่านน้ำญี่ปุ่น ถูกห่างจากเมืองนางาซากิราว 15 กิโลเมตร

เป็นเกาะที่ตั้งอยู่กลางทะเล เกาะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเกาะที่เกิดจากธรรมชาติ แต่เป็นเกาะที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทมิตซูบิชิ

ซึ่งสร้างขึ้นราวปี 1887 จุดประสงค์เพื่อใช้ในการผลิตถ่านหินซึ่งเป็นพลังงานที่จำเป็น

เกาะแห่งมีขนาดความยาว 500 เมตร มีเนื้อที่ประมาณ 800 ตารางเมตรเท่านั้น ในอดีตเกาะฮาชิมะ

เป็นเกาะที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ส่วนใหญ่เป็นคนงานให้เหมืองถ่านหิน

บนเกาะมีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่ทางมิตซูบิชิจัดไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็น ที่พัก, โรงพยาบาล, ไฟฟ้า, น้ำประปา

ในช่วงที่อุตสาหกรรมถ่านหินเฟื้องฟูเกาะฮาชิมะ จึงมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นที่สุดคาดว่าเป็นคนงานที่อาศัยอยู่เกือบ 5,000 คน

เกาะฮาชิมะ เกาะร้างสุดหลอนของประเทศญี่ปุ่น

 

เกาะฮาชิมะ ใครก็อยู่ไม่ได้

 

แต่แล้วในช่วงปี 1970 ความนิยมถ่านหินเริ่มลดลงและน้ำมันดิบถูกเข้ามาแทนที่เนื่องจากผลิตตามธรรมชาติ

และเป็นพลังงานที่สูงกว่าถ่านหินทำให้ความนิยมถ่านหินลดลง คนงานบนเกาะเริ่มทยอยออกจากเกาะ

เนื่องจากทางมิตซูบิชิประกาศปิดตัวเหมืองนี้ และปิดอย่างเป็นทางการในปี 1974 ทำให้ทางผู้บริหารสั่งคนงานออกจากเกาะตั้งแต่ตอนนั้น

โดยอาคาร สิ่งต่างๆที่ถูกทิ้งไว้ผุพังและรกร้างตามกาลเวลา ปัจจุบันเกาะฮาชิมะ ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทมิตซูบิชิ

ซึ่งห้ามให้คนนอกเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หากเข้าไปชมเกาะต้องมีการขออนุญาตและอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่เท่านั้น

ปัจจุบันเกาะแห่งนี้เหลือเพียงพื้นที่รกร้างและสิ่งก่อสร้างที่เป็นอันตราย ไม่มีสาธารณูปโภคใดๆบนเกาะ

ความน่ากลัวของเกาะฮาชิมะนั้นถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ลองของสุดหลอนและจัดว่าเป็นสถานที่ที่น่ากลัวอันดับ 2 ของโลก

รองจากหอคอยแห่งลอนดอนอีกด้วย ด้วยความที่เป็นเกาะร้างแน่นอนว่าย่อมมีเรื่องเล่าที่น่ากลัวต่างๆบนเกาะแห่งนี้

บ้างก็ว่าในช่วงที่ผลิตถ่านหินนั้นมีผู้เสียชีวิตบนเกาะแห่งนี้ และวิญญาณยังคงไม่ไปไหน มีการอ้างว่ามักเห็นคนงานเดินวนเวียนไปมา

ภายในอาคารที่พัก มีการกล่าวอ้างถึงคนที่ลักลอบเข้ามาลองของที่แห่งนี้และได้ยินเสียงคนร้องไห้ เสียงคนลากโต๊ะโดยหาสาเหตุไม่ได้

แต่ในความเป็นจริงแล้วสาเหตุที่ทำให้เกาะแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่น่ากลัว อาจเพราะว่า

สถานที่ดังกล่าวนั้นเคยมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ถึงวันที่ผู้คนต้องอพยพออกจากเกาะและปล่อยให้สิ่งของต่างๆไว้ที่นี่

เวลาผ่านไปหลายสิบปีสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ทรุดโทรมไปตามสภาพ นั่นจึงทำให้มีเรื่องเล่าสุดหลอนและทำให้กลายเป็นสถานที่หนึ่งของโลกที่หลอนและน่ากลัวนั่นเอง…