คดีที่น่ากลัว ของครอบครัววอร์เลน ที่ เอ็นฟิล์ด อังกฤษ

หลังจาก คดีที่น่ากลัว ของบ้านในโร้ดไอแลนด์จบลง เอ็ดและลอว์เรน วอร์เรน 

ไปที่รู้จักในฐานะนักปราบผีคนหนึ่งโดยคดีดังกล่าวนั้น เอ็ด ไม่ได้ใช้ความเชื่อทางศาสนาเพียงอย่างเดียวเขายังมีการนำอุปกรณ์ต่างๆมาทดสอบ

เพื่อผูกเข้ากับวิทยาศาสตร์ด้วย หลังจากนั้นไม่นานก็มีคดีหนึ่งที่ห่างไกลกว่า 2 พันกิโลเมตรอีกซีกโลกหนึ่ง คดีครอบครัวหนึ่ง ที่เอ็นฟิล์ด อังกฤษ อีกหนึ่งคดีลึกลับชวนขนลุกของครอบครัววอร์เรน

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1977 หรือ 7 ปีหลังจากคดีของครอบครัวเพอร์รอน ห่างออกไปกว่า 2,000 กิโลเมตร 

ที่บ้านเลขที่ 284 ถนนกรีน ย่านเอ็นฟิลล์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ครอบครัวหนึ่งชื่อว่า ครอบครัวฮอดจ์สัน 

ประกอบด้วยสมาชิกครอบครัวได้แก่ เพ็กกี้ (ผู้เป็นแม่) , มาร์กาเร็ต (ลูกสาวคนโต อายุ 13 ปี) , เจเน็ต (ลูกสาวคนกลาง อายุ 11 ปี)

 , จอห์นี่ (ลูกชาย อายุ 10 ขวบ) และบิลลี่ (ลูกชายคนสุดท้อง อายุ 7 ขวบ) ได้ย้ายเข้ามาที่บ้านเลขที่ 284

คดีที่น่ากลัว ยังคงเดินต่อไป

คดีที่น่ากลัว

ซึ่งเป็นจุดริมถนนพอดี โดยข้างบ้านยังมีสวนหย่อมเล็กๆด้วย เพ็กกี้ต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกๆทั้ง 4 คนและเธอต้องต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากอดีตสามี 

โดยครอบครัวมีฐานะไม่ร่ำรวยอะไรหนัก วันหนึ่งมากาเร็ตและเจเน็ตทำกระดานผีฝรั่ง หรือ วีจี้บอร์ด ขึ้นมาโดยที่เพ็กกี้ไม่รู้ 

ทั้งสองคนแอบเล่นกระดานผีดังกล่าวนั้น ด้วยความคึกคะนองทำให้ทั้งสองเล่นไม่จบ 

ต่อมาไม่นานเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นภายในบ้านโดยข้าวของในบ้านเคลื่อนย้ายเอง มีเสียงเคาะประตู 

เสียงคนเดินภายในบ้าน และเจเน็ตถูกใครบางคนดึงขาระหว่างนอนหลับ เริ่มแรกเพ็กกี้ไม่เชื่อจนกระทั่งเธอพบว่าเตียงของเจเน็ทสั่นอย่างรุนแรงต่อหน้าต่อตาเธอ

เหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อข้าวของในบ้านถูกเหวี่ยงอย่างรุนแรง จนเพ็กกี้ตัดสินใจโทรหาตำรวจและประจักษ์พยานต่อหน้าต่อตา

เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งของเคลื่อนที่เอง เรื่องราวของครอบครัวนี้ดังมากจนกระทั่งสื่อท้องถิ่นเข้ามาทำข่าวและสัมภาษณ์เจเน็ท 

ปรากฏว่าระหว่างสัมภาษณ์นั้นเสียงของเจเน็ทเปลี่ยนไปเป็นเสียงของชายแก่รวมถึงสิ่งข้าวในบ้านเคลื่อนย้าย

ได้เองทั้งหมดปรากฏต่อหน้าสื่อที่มาทำข่าว ทำให้เรื่องราวนี้โด่งดังไปทั่วและถูกเรียกว่า Enfield Poltergeist 

เมื่อสืบความจริงพบว่า ชายแก่ที่สิงเจเน็ทนั้นชื่อว่า บิล และเสียชีวิตที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ในที่สุดเรื่องถึงหูของ 

เอ็ดและลอว์เรน วอร์เรน พวกเขาเดินทางมาดูและไขปริศนาเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเอง ซึ่งลอว์เรนระบุว่า บิล เป็นวิญญาณที่ยังมีห่วงและไม่ไปไหน

 จนกระทั่งพวกเขาเรียกให้บาทหลวงมาสวดมนต์ทุกเดือนจนเหตุการณ์ทุเลาลง 
ครอบครัววอร์เลน

ครอบครัววอร์เลน คดีที่น่ากลัวใน โร้ดไอแลนด์

ครอบครัววอร์เลน ซึ่งประกอบด้วยสองสามี ภรรยาชื่อว่า เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน พวกเขาเป็นสามี – ภรรยา 

ที่อุทิศตนให้กับพระเจ้านอกจากนี้พวกเขายังสืบคดีเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติเรื่อวงราวของพวกเขานั้นเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากในสหรัฐอเมริกา 

ในคดีลึกลับที่หาคำอธิบายไม่ได้ ปัจจุบันลอร์เรน วอร์เลน อายุ 87 ปีแล้ว สำหรับเอ็ด วอร์เรน เสียชีวิตในปี 2006 

ในช่วงชีวิตที่พวกเขาทำคดีลึกลับนั้นมีเพียงไม่กี่คดีที่สร้างความน่ากลัวให้กับพวกเขา อย่างเช่น คดีบ้านผีสิงที่นิวเจอร์ซีย์

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1971 ครอบครัวเพอร์รอน ประกอบด้วย โรเจอร์ เพอร์รอน (หัวหน้าครอบครัว), แครอลีน เพอร์รอน(ภรรยา)

, แอนเดรีย (ลูกสาวคนโต), แนนซี่ (คนรอง), คริสติน (คนกลาง), แคนดี้ (คนรองสุดท้อง) และ เอพลิล์ (คนสุดท้อง) 

ทั้งหมดคือลูกสาวของครอบครัวเพอร์รอนได้ย้ายมาอยู่บ้านหลังหนึ่งใน แฮริสวิลล์ รัฐโร้ดไอแลนด์ ด้วยความที่เป็นบ้านในชนบทอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ 

อีกทั้งสวนหลังบ้านยังติดกับลำธารเล็กๆ พื้นที่ดังกล่าวมีชื่อว่าอาร์โนลด์ เอสเตท ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่

ครอบครัววอร์เลน เริ่มพบความน่ากลัว

 

ครอบครัววอร์เลน คดีที่น่ากลัวใน โร้ดไอแลนด์

บ้านไม้ทรงโบราณที่มีประวัติมายาวนาน แต่ไม่มีใครรู้ว่าประวัตินั้นมันเต็มไปด้วยความน่ากลัว 

หลังจากที่พวกเขาอยู่ได้ไม่นานก็เริ่มได้ยินเสียงประหลาด, ข้าวของในบ้านหล่นแตกกระจาย 

ประกอบกัน คริสติน ลูกสาวคนกลางมักจะถูกดึงขาเวลานอนหลับ เหตุการณ์เริ่มประหลาดขึ้น

เมื่อแอนเดรียลูกสาวคนโตบอกว่าเธอถูกจู่โจมโดยหญิงชราคนหนึ่ง เดือดร้อนไปถึงครอบครัววอร์เรน 

ต้องเข้ามาสืบคดีดังกล่าว เหตุการณ์เลวร้ายขึ้นเมื่อแครอลีนถูกสิงโดยหญิงชราและเธอพยายามจะฆ่าลูกสาวคนเล็กของตัวเอง 

จนทำให้ครอบครัววอร์เรนต้องทำการขับไล่วิญญาณชั่วร้าย เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปครอบครัวเพอร์รอนตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าวทันที

เมื่อสืบความจริงพบว่าบ้านหลังนี้แต่เดิมเป็นโรงนาในพื้นที่ฟาร์มเกษตร ตั้งอยู่ในเมืองแฮริสวิลล์

 สร้างขึ้นเมื่อปี 1735 – 1736 มีลักษณะเป็นบ้านชั้นเดียว และถูกต่อเติมเป็นสองชั้นภายหลังบ้านหลังนี้เรียกว่าเก่าแก่มากกว่า 200 ปี 

แน่นอนว่าประวัติมันไม่ธรรมดาเลย ครอบครัววอร์เรน ระบุว่าบ้านหลังนี้มีคนเคยย้ายเข้ามาถึง 8 รุ่น 

แต่ละรุ่นย่อมมีคนตายในสาเหตุที่ผิดธรรมชาติ มีการระบุว่าในช่วงปี 1800 เป็นยุคของความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์, แม่มด หมอผี และผีหญิงชรา

ที่ แอนเดรีย เห็นคือ คุณนายจอห์น 
Connecticut House

Connecticut House เปิดบ้านผีสิงสุดหลอนในอเมริกา

มาจั่วหัวเรื่องแรก Connecticut House นี่คือเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับครอบครัวหนึ่งที่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านแห่งหนึ่งในรัฐคอนเน็ทติคัท ประเทศสหรัฐอเมริกา

ความน่ากลัวของบ้านหลังนี้ทำให้มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2008 โดยอิงจากประสบการณ์ของสมาชิกในบ้านที่พวกเขาประสบเจอมา จนทำให้ถูกขนานนามว่า “The Haunting in Connecticut

ย้อนกลับไปในปี 1987 ครอบครัวหนึ่งชื่อว่าครอบครอบครัว แคมเบลล์ ได้ตัดสินใจย้ายบ้านจากเมืองใหญ่ที่วุ่นวาย

มายังบ้านไร่อันสงบสุขในถนนเซาท์ธิงตัน รัฐคอนเน็ทติคัท บ้านทรงโกธิคโบราณดึงดูดให้พวกเขายอมนำเงินก้อนสุดท้ายมาซื้อเพื่อพาลูกชายคนโตของบ้านซึ่งป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายมารักษาตัวเพื่อหวังยื่อชีวิตเขาให้หายจากโรคนี้

นอกจากนี้ครอบครัวยังประกอบด้วย ลูกชายและลูกสาวคนเล็ก และหลานสาววัยคราวเดียวกับลูกชายคนโตของครอบครัวแคมเบลล์ ในวันที่ย้ายเข้ามาวันแรก

Connecticut House พวกเขาจะอยู่ได้นานแค่ไหน

Connecticut House เปิดบ้านผีสิงสุดหลอนในอเมริกา

พวกเขายังไม่ประสบเจออะไร สำหรับลูกชายคนโตพบว่าเขาชื่นชอบห้องใต้ดินของบ้านที่เงียบและสามารถทำให้เขานอนหลับได้

ต่อมาไม่นานเขามักฝันประหลาดทุกคืนส่วนใหญ่มันเกิดในห้องใต้ดิน ในฝันนั้นพบว่ามีผู้ชายคนหนึ่งกำลังทำพิธีอะไรบางอย่าง

หลังจากผ่านไป 1 เดือน ลูกชายคนโตเริ่มฝันหนักขึ้นและเริ่มเพ้อ ซึ่งแม่ของเขานั้นคิดว่าลูกชายอาจเพ้อเพราะผลข้างเคียงของคีโม

ขณะที่ลูกสาวคนเล็กมักได้ยินเสียงแปลกๆในผนัง นอกจากนี้ลูกชายของบ้านยังเห็นเด็กผู้ชายลึกลับคนหนึ่งอยู่ในบ้านนั่นทำให้ผู้ที่เป็นแม่สร้างความเครียดมากขึ้น

ไหนจะต้องเครียดเรื่องการรักษาตัวของลูกชายคนโต แถมยังต้องมารับรู้เรื่องต่างๆในบ้าน นอกจากนี้หัวหน้าครอบครัวแคมเบลล์ต้องแบกภาระหนัก

ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมารักษาลูกชาย เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายขึ้นเมื่อลูกชายคนโตมองเห็นเด็กชายลึกลับในบ้านในสภาพที่ไหม้เกรียม

รวมถึงหลานสาวของบ้านพบว่าอาหาร ของกินภายในบ้านนั้นเน่าเสียอย่างไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นไม่ถึง 2 เดือน

เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายมากขึ้นเมื่อข้าวของในบ้านเริ่มเคลื่อนย้ายเอง ไฟในบ้านติดๆดับ รวมถึงลูกชายคนโตเพ้อหนักถึงขั้นทำร้ายตัวเองโดยการข่วนผนังไม้ในห้องโถงจนเป็นแผล

สุดท้ายแล้วทางพ่อและแม่ต้องเรียกหลวงพ่อมาที่บ้าน หลวงพ่อบอกกับครอบครัวแคมเบลล์ว่าบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยวิญญาณที่อยากถูกปลดปล่อย

วันหนึ่งลูกชายคนโตของบ้านพบเห็นเด็กชายลึกลับอีกครั้ง เขาได้ทำลายผนังไม้ในห้องโถง จนในที่สุดสิ่งที่พบเห็นนั้นคือศพจำนวนหนึ่งในลักษณะเปลือกตาถูกตัดออก

หลังจากนั้นครอบครัวนี้ทราบภายหลังว่า บ้านหลังนี้ถูกใช้เป็นพิธีกรรมบางอย่างตามความเชื่อของคนท้องถิ่นในการสะกดวิญญาณในที่ใดที่หนึ่ง…